|
อยากเขียนเรื่องนี้เพราะเห็นคนที่ทำงานกำลังโดนโรคนี้รุมเร้าหลายคน
เป็นโรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับทุกครอบครัว
แค่ได้ยินทุกคนก็คงพอจะเดาได้แล้วว่าโรคอะไร
โรคนี้มันไม่น่าจะเกิดกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เราเห็นแล้วว่าเขาสุดแสนจะสะอาดสะอ้านกับเรื่องการกินการอยู่ของเขามากมาย
คุณแม่ของสามีนั่นเอง ทุกครั้งที่ได้เจอกันเขาจะสอนเราทุกครั้งเรื่องการกินอยู่ที่ควรถูกสุขอนามัย ขั้นตอนการล้างผักที่ดี การทำอาหารที่อร่อยและสะอาดเป็นอย่างไร ถึงแม้แม่เราจะสอนเรามาตั้งแต่เด็กแล้ว มาเจออีก 1 กระบวนท่าหนักกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว

ขอเล่าย้อนกลับไปในอดีดคุณแม่ที่หรือที่ สามีเรียกว่า "แหมะ" เป็นผู้หญิงอดทดสูงคนหนึ่ง ต้องเลิกร้างกับ "เตี่ย" ด้วยสาเหตุว่า มันโดนใจหญิงอื่นน่าดู (เรื่องนี้ก็มันส์ไว้มาเขียนเล่าวันหลัง) "แหมะ" ซึ่งเป็นสะใภ้คนจีนแท้ ๆ ออกจากบ้านมาพร้อมหอบลูกสาวคนเล็ก (ส่วนอีก 2 คนอยู่กับก๋งและอาม๊า) โดยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ติดตัวมามากมาย
แต่ในที่สุดผ่านมาเกือบ 20 ปีก็มาตั้งตัวได้ เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่ดิ้นรนจนมีฐานะดีขึ้นมาได้
แล้วมาวันหนึ่ง แหมะก็มาหาบอกว่าจะให้พาไปหาหมอ รพ.ที่เคยไปหา ดูแล้ววินิจฉัยโรคไม่ถูก (เอ๊ะ!!! ทำไมแหมะจะรู้ดีกว่าหมอล่ะนี่) คุณสามีซึ่งเป็นลูกชายคนโตและสะใภ้อย่างเราไม่รีรอที่จะทำตามคำขอของแหมะ แต่กว่าจะรู้ผลตรวจใช้เวลาเกือบ 2 เดือน แหมะไม่ปริปากที่จะรอ บอกว่าขอให้รู้ว่าเป็นอะไรเท่านั้นแหละจะได้เข้าสู้กระบวนการรักษาซะที
แล้ววันนั้นก็มาถึง คุณสามีไม่ได้ไปฟังผลด้วย เนื่องด้วยติดลูกค้าตปท.ด่วน คุณหมอแจ้งให้ญาติเข้าไป ซึ่งก็มีแต่เราคนเดียว คุณหมอแจ้งว่า "คุณแม่คุณเป็นมะเร็งที่ปอดระยะที่ 3"
โครม!!!!!! เหมือนตึกถล่มเลยที่เดียว ฉันไม่ทันตั้งตัวไม่คิดว่าจะได้ยินแบบนี้ ฉันน้ำตาล้นจอทันที (ทั้ง ๆ ที่นี่คือแม่สามีไม่ใช่แม่ตัวเองนะ แต่ความผูกพันธ์มันเกิดมาตั้งแต่เป็นสะใก้บ้านนี้แล้ว)
คำถามแรกฉันถามออกไปว่า "แล้วจะรักษาอย่างไรได้บ้าง"
ได้คำตอบว่า "คุณไม่ต้องรักษา แม่จะอยู่กับคุณได้อีกไม่นาน ให้คุณพาท่านเที่ยวหรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ท่านสบายใจที่สุด"
ฉันโมโหกับคำตอบที่หมอบอกมาก "ใช่สิเขาไม่ใช่แม่คุณหมอหนิ คุณหมอก็พูดได้"
คุณหมอได้แต่ยิ้ม แล้วเรียกประวัติคนไข้คนต่อไปเข้ามา พร้อมบอกให้ผู้ช่วยดูแลเราด้วยให้หายจากอาการสะอึกสะอื้นก่อนแล้วค่อยให้ออกไปพบแม่

ฉันโทรเล่าให้คุณสามีฟัง แล้วถามว่าควรบอกแหมะหรือเปล่า เขาบอกให้พูดทุกอย่าง แต่เราจะเลือกหาวิธีรักษา เขาบอกอีกว่าแหมะเข้มแข็งพอจะรับรู้ได้ และที่สำคัญแหมะเป็นคนฉลาดยังไงก็ต้องรู้ และถ้ารู้ทีหลังแหมะจะโกรธมากที่ไม่บอก
ฉันออกมาหาแหมะ ฉันไม่กล้าแม้แต่สบตา
ในมือของแหมะถือลูกประคำลูกเล็ก กำลังนั่งนับ-ไปนับมาอยู่
แหมะพูดว่า "บอกทุกอย่างที่คุณหมอพูดให้แหมะฟัง"
ฉันบอกว่า "แหมะมีปัญหาที่ปอด" แหมะนิ่งไป
ฉันรีบพูดต่อ "แต่เราจะไปหารพ.ที่เก่งในเรื่องรักษาพวกนี้ ทุกโรครักษาได้นะแหมะ ขอแต่แหมะต้องมีกำลังใจเท่านั้นนะ"
แหมะพูดต่อ "แหมะเป็นมะเร็งใช่มั๊ย"
ฉันพยักหน้า พร้อมกลั้นน้ำตา ฉันทำตามที่คุณสามีบอกแต่ฉันพูดไม่หมด
ใครจะรับได้ทั้งหมดต่อให้เข้มแข็งขนาดไหนก็เถอะ
ตลอดทางที่กลับบ้านแหมะเงียบมาก ๆ เงียบจนฉันกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ฉันจะพาแหมะไปกินข้าว แหมะปฏิเสธบอกอยากกลับบ้านอย่างเดียว พอกลับถึงบ้านก็นั่งเหม่อลอย วันนั้นฉันจำได้ฉันทำเกี๊ยวน้ำมาให้แหมะกิน แหมะก็คงยังรักษาน้ำใจคนอื่นอีกตามเคย "อร่อยมากลูก" แหมะกินไปแค่ 2-3 คำ ฉันเดินเข้าครัวไปร้องไห้อีกจนได้
คุณสามีเข้มแข็งมาก ไม่เห็นมีน้ำตาเหมือนฉันเลย ปกติเขาเป็นคนเงียบอยู่แล้ว ตอนนี้เขายิ่งเงียบเพิ่มขึ้นอีก แต่ตรงข้ามถ้าเขาอยู่กับแหมะเขาจะมีเรื่องพูดเยอะมาก ตอนนี้แหมะไม่ค่อยซึมแล้ว แต่จะคอยถามว่าจะไปรักษาที่ไหน
ฉันและสามีเริ่มค้นหาข้อมูล จากหนังสือ คนรู้จัก อินเตอร์เนท และเริ่มดูแลอาหารการกินแหมะมากขึ้น เน้นชีวจิต ต้มน้ำอาร์ซี พาไปเที่ยว ช็อปปิ้งเสื้อผ้า ฯลฯ

จนขบวนรักษามาถึง แหมะได้รับการฉายแสงประมาณ 20 ครั้ง ผลปรากฏว่าเจ้าก้อนเนื้อร้ายที่เคยมีหายไปแล้ว แต่คุณหมอก็ยังนัดดูอาการเป็นครั้งคราว
แหมะกลับไปอยู่ที่บ้านดำเนินกิจการที่สร้างมาอย่างปกติ ทั้งหมดรวมเวลาประมาณ 2 เดือน แหมะบอกว่าเริ่มแน่นหน้าอก จึงกลับมาหาคุณหมอคนเดิม
ปรากฏว่าที่ปอดปกติดี แต่มะเร็งมันไปเล่นงานที่ตับเข้าแล้ว คุณหมอบอกคงต้องให้ครีโม เลือกชนิดยาจากตปท.ซึ่งคุณหมอบอกมีผลข้างเคียงน้อย (ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจคนไข้น้อยที่สุด เช่น ผมไม่ค่อยร่วง ผิวหนังลอกไหม้เกรียมน้อย) ซึ่งก็มีผลต่อค่าใช้จ่ายที่สูง คุณสามีบอกยอมต่อผลตรงนั้น ถามถึงผลการรักษา ได้ยินแล้วก็น่าใจหาย คุณหมอบอก 50:50
แหมะได้รับครีโมไป 1 ครั้ง แต่จะร้อนข้างในตลอดเวลา พัดลม แอร์ ไม่ช่วยอะไรเลย เหงื่อจะออกตลอดเวลา แต่ตัวเย็นมาก ๆ น้องสาวคุณสามีแนะนำให้ไปอยู่กับเขาที่ราชบุรี เพราะอากาศน่าจะดีกว่าอยู่กรุงเทพ และรอการรับครีโมครั้งที่ 2
เราเลยได้ไปราชบุรีกันเพื่อเยี่ยมแหมะบ่อย ๆ
....................................... |